Home l Biography l Work l Exhibition l Shop l Knowledge l Contact
 
Back to topic
- Ontology turn
- Object-Oriented Ontology
- แนวคิดที่เกี่ยวข้อง
- วัตถุของภววิทยาวัตถุ
- Art and Object-Oriented Ontology
- Artist and ooo
- References


 

ศิลปะในมุมมองภววิทยาวัตถุ [Art and Object-Oriented Ontology]


ปรัชญาที่เน้นความเป็นจริงของวัตถุอย่างภววิทยาวัตถุนั้น ไม่สามารถลดทอนวัตถุให้กลายมาเป็นเพียงแค่การใช้งานเท่านั้น ความคิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเข้าใจศิลปะ และช่วยให้เราสามารถมองศิลปะจากมุมมองที่ต่างออกไป โดยการทำให้เราเข้าใจว่าศิลปะไม่เพียงแต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ของศิลปิน หากแต่เป็นวัตถุที่มีความเป็นจริงในตัวของมันเอง การมองศิลปะเป็นแค่สัญลักษณ์ของความคิด หรือความรู้ที่มีการตีความตามกรอบความคิดแบบดั้งเดิมนั้นอาจเป็นสิ่งที่สร้างขอบเขตเกินไป (Gibson, 2014) ศิลปะกับปรัชญาต่างมีความเกี่ยวพันธ์กันตั้งแต่นักปรัชญาอย่างอาร์เธอร์ ดันโต (Arthur C. Danto) ได้ตั้งคำถามว่า "ศิลปะคืออะไร" และมาจนถึงยุคที่ เกรแฮม ฮาร์แมน ได้เสนอทฤษฎีปรัชญาที่มุ่งเน้นวัตถุ (object-oriented philosophy) ซึ่งกำลังสร้างกระแสในโลกศิลปะร่วมสมัยปัจจุบัน ฮาร์แมนและเพื่อนร่วมงานในขบวนการ Speculative Realism ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลที่มีอิทธิพลในโลกศิลปะร่วมสมัย ตามรายการที่เผยแพร่โดย ArtReview นิตยสารศิลปะร่วมสมัย จุดยืนทางปรัชญาของฮาร์แมนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศิลปะเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องกับวัตถุโดยตรง เขากล่าวว่า “ฉันเชื่อว่าสุนทรียศาสตร์มีความสำคัญมากกว่าความรู้เชิงแนวคิด” (Cairo, 2024)


ในหนังสือ Art and Object ของ เกรแฮม ฮาร์แมน มองว่าโลกของปรัชญาและศิลปะมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกัน แต่ก็ยังมีข้อสังเกตและเสนอแนะเพิ่มเติม หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการเสนอแนวทางในการมองผลงานศิลปะที่แตกต่างไปจากเดิม โดย เฉพาะการมองข้ามศิลปะฟอร์มอลลิสม์ (Formalism) และความคิดหลังสมัยใหม่ เพื่อความก้าวหน้าทางศิลปะและปรัชญา เขาเสนอให้กลับมาสู่การทำความเข้าใจวัตถุ และจุดประสงค์ที่ ฮาร์แมน ต้องการและสำคัญที่สุดคือเสนอรูปแบบใหม่ให้กับศิลปะฟอร์มอลลิสม์ และปรับให้เข้ากับความคิดหลังสมัยใหม่ โดยผนวกความคิดผ่านแนวคิดของภววิทยาวัตถุ ผลลัพธ์ที่ได้ของการผสมผสานแนวคิดทั้งสาม กลายเป็นนวตกรรมทางแนวคิดใหม่ที่ ฮาร์แมน เรียกว่า ฟอร์มอลลิสม์อันแปลกประหลาด (Weird Formalism) ฮาร์แมน อธิบายว่า เราไม่ได้รับประโยชน์จากการบรรยายว่าผลงานศิลปะประกอบไปด้วยลักษณะทางกายภาพของมันอย่างไร และร้ายยิ่งไปกว่านั้นศิลปะไม่ควรถูกแทนที่ด้วยอิทธิพลและผลกระทบจากบริบททางสังคม การเมือง เพราะถ้าเป็นศิลปะจริง ๆ นั้นสามารถมีผลกระทบอื่นๆ หรือไม่มีเลย ศิลปะจึงเป็นกิจกรรมทางปัญญาโดยไม่เป็นรูปแบบของความรู้ แต่เขาไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ศิลปินและผู้ชมจะได้รับความรู้จากงานศิลปะแต่นั่นก็เป็นผลข้างเคียงของมัน ปรัชญญาและศิลปะที่เห็นว่า ความรู้ เป็นสิ่งที่ต้องบรรยายความหมายของสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยใช้คุณสมบัติ ทั้งที่มั้งสองมีความเกี่ยวข้องกับวัตถุมากกว่าคุณสมบัติ แง่นี้เขามองว่าก็ไม่ต่างไปจากการอธิบายความรู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ นี่คือสิ่งที่ปรัชญญามีความใกล้ชิดกับศิลปะมากกว่าวิทยาศาสตร์


ภววิทยาวัตถุแบบฟอร์มอลลิสม์ของ อิมมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) ถือว่าผู้ชมและงานศิลปะแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ความสัมพันธ์เดียวที่ผู้ชมมีกับวัตถุคือวิธีที่มันปรากฏต่อผู้ชม แต่สิ่งที่เป็นตัวตนในตัวเองของวัตถุนั้นยังคงปิดกั้นจากผู้ชมอยู่เสมอวัตถุจึงยังคงเป็นอิสระ ขณะที่นักคิดหลังสมัยใหม่มองว่าความจริงและความหมายของวัตถุส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับบริบทที่วัตถุนั้นถูกค้นพบ ในแง่ของการมองปรัชญาตามแบบฟอร์มอลลิสม์ของ คานต์ ต่างจาก ภววิทยาวัตถุ ตรงที่ คานต์มองปรัชญญาว่าเป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและโลก ขณะที่ ภววิทยาวัตถุมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุที่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งหมดในโลกนั้นมีความสำคัญเท่าเทียมกันกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และวัตถุ เขายกตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุที่ไม่ใช่มนุษย์ คือความสัมพันธ์ระหว่างออกซิเจนและไฮโดรเจน ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีอยู่โดยอิสระทั้งคู่ แต่เมื่อรวมกันจะสร้างวัตถุใหม่ นั่นก็คือน้ำ ซึ่งบ่งบอกถึงสาระสำคัญของวิทยานิพนธ์หลักของเขาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมและงานศิลปะสร้างวัตถุใหม่ขึ้นมา เช่นเดียวกับที่ไฮโดรเจนและออกซิเจนสร้างน้ำ


ฮาร์แมน เห็นว่าความงามไม่เคยเป็นสิ่งที่สามารถอธิบายด้วยตัวอักษร ไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยความคิดหรือสูตรใดๆ ประสบการณ์ทางสุนทรียะของผู้ชมและงานศิลปะเป็นกิจกรรมทางปัญญาแต่ไม่ใช่รูปแบบหนึ่งของความรู้ และเขาไม่เห็นด้วยกับ คานต์ ที่วางความงามไว้ในฝั่งของมนุษย์ในความสัมพันธ์ และไม่เห็นด้วยที่ เคลเมนต์ กรีนเบิร์ก (Clement Greenberg) วางความงามไว้ที่ฝั่งของผลงานศิลปะเพียงอย่างเดียว สำหรับ ฮาร์แมน ความงามเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมที่มีความมุ่งมั่นและงานศิลปะที่เป็นอิสระ ในหนังสือเขาได้เสนอแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า ฟอร์มอลลิสม์อันแปลกประหลาด (Weird Formalism) เป็นแนวคิดที่ว่าผู้ชมและงานศิลปะหลอมรวมกันเป็นวัตถุที่สาม ถือเป็นมุมมองใหม่เกี่ยวกับภววิทยาของศิลปะ เขาอธิบายว่า วัตถุที่ก่อขึ้นใหม่นี้เป็นเหมือน “บรรยากาศที่มองไม่เห็น” ที่ประกอบไปด้วยทั้งผู้ชมและงานศิลปะที่เป็นอิสระความสัมพันธ์นี้จึงเป็นวัตถุในตัวมันเอง เขาเรียกวัตถุที่เกิดขึ้นใหม่นี้ว่า เซลล์ (Cell) การมองความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้เราสามารถประเมินงานศิลปะได้หลากหลายมากขึ้นในฐานะที่มันมีอิสระด้วยตัวของมันเอง แทนที่จะมองเหมือนนักคิดหลังสมัยใหม่ว่าวัตถุมีความหมายขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์อื่นๆ ดังนั้น ศิลปะจึงอยู่ในความสัมพันธ์แบบองค์รวม อันรวมไปถึงความทุ่มเทของผู้ชมต่อผลงานศิลปะ และการชี้นำของผลงานศิลปะไปสู่การตีความเฉพาะ ทำให้เกิดกรอบคิดที่เราสามารถประเมินผลงานศิลปะที่เป็นอิสระ ในขณะที่ยังคงรวมบริบทที่มีอิทธิพลอยู่ เซลล์ จึงเป็นวัตถุที่ครอบคลุมทั้งผู้ชมและงานศิลปะ เราอาจกล่าวได้ว่ามันเป็นวัตถุเชิงสมมุติ และเซลล์ที่เขากล่าวถึงสามารถทำงานได้ดีที่สุดในฐานะการหยั่งรู้หรือการคาดเดาซึ่งอยู่ภายในจิตใจ (Ressang, 2024)


ฮาร์แมน อธิบายเกี่ยวกับ เซลล์ ว่า เป็นชื่อเรียกที่ใช้แทนคำว่า “สูญญากาศ” ในหนังสือ Tool-Being ของเขาเอง แต่คำนี้ดูเหมือนให้ความรู้สึกถึงความว่างเปล่า ทั้งที่จริง ๆ แล้วมีสิ่งมากมายอยู่ภายในของวัตถุ เขาจึงเลือกใช้คำว่า เซลล์ เพื่ออธิบายภายในของวัตถุ เช่นเดียวกับเซลล์ (ในทางวิทยาศาสตร์) ที่มีส่วนประกอบภายในหลายอย่าง ฮาร์แมนได้อธิบายความเป็นไปได้และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากวัตถุที่เรียกว่า เซลล์ ในฐานะเป็นวัตถุรวมกันระหว่างผู้ชมและงานศิลปะ ดังนี้ (G. Harman, 2019)

  1. ปัญหาของการกำหนดรูปแบบทางศิลปะสามารถหมดลงไปได้ ซึ่งการกำหนดรูปแบบเดิมจะเป็นไปในสองประการ คือ การแยกระหว่างความเป็นอิสระของงานศิลปะและความเป็นอิสระของผู้ชม ตามแนวคิดแบบฟอร์มอลลิสม์ของคานต์ ซึ่งเขาพยายามรักษาประสบการณ์ด้านความงามของมนุษย์จากความสนใจส่วนบุคคล การอธิบายเชิงแนวคิด การใช้งานจริงหรือสิ่งภายนอกอื่นๆ ที่อาจทำให้การชื่นชมอันบริสุทธิ์นั้นหายไป ในขณะที่ กรีนเบิร์ก กลับให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของผลงานศิลปะ โดยไม่สนใจการมีส่วนร่วมของผู้ชมในเชิงอัตวิสัย แต่การวางความเป็นอิสระของงานศิลปะไว้ให้เป็นหน้าที่ของผู้ชมและผลงานนั้น เราสามารถจัดการกับประเภทของผลงานที่มีความหลากหลายได้มากขึ้นในฐานะที่เป็นเอกเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเภทงานที่มีส่วนร่วมอย่างชัดเจนจากศิลปินหรือผู้ชม สำหรับฟอร์มอลลิสม์ที่ไม่ให้ความสำคัญกับผู้ชมอย่างฟอรืมอลลิสม์ของกรีนเบิร์ก ก็จะกลายเป็นผลงานที่ไม่ดี และนี่คือปัญหา
  2. ผลกระทบต่อทฤษฎีศิลปะวิจารณ์ อาร์แมน มองว่าทฤษฎีการวิจารณ์ เป็นอีกประเภทหนึ่งของความคิดฟอร์มอลลิสม์แบบจำแนกประเภท ซึ่งให้ความสำคัญกับมนาย์ในฐานะที่มีความสามารถแยกความสัมพันธ์ของวัตถุ ศิลปินในฐานะมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่สามารถตัดสินได้ว่าสิ่งใดเป็นงานศิลปะ และเป็นงานที่ดีหรือไม่ผ่านการวิจารณ์
  3. แนวคิด Anti-formalism ไม่ใช่ทางออก เพราะไม่มีสิ่งที่เรียกว่าไม่มีรูปแบบที่แน่นอน เขายกตัวอย่างว่า ทั้ง แมงมุม น้ำลาย และประจำเดือน คือสิ่งที่พวกมันเป็นและเป็นความจริงไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่เนื้อหาทางสังคมการเมืองที่อยู่ภายในตัวของมันนั้นกับกลายเป็นสิ่งอื่นที่น่าเบื่อ เขายังแนะนำให้แทนที่จะอธิบายศิลปะในเชิงสังคมและการเมือง เราควรให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพที่เป็นเรื่องของการกระจายความรู้สึก
  4. เน้นความหลากหลายภายในงานศิลปะ และละเว้นสิ่งภายนอกอื่นรอบตัวมัน เราลืมไปว่าแรกเริ่มเรามองศิลปะเพื่อหลบหนีโลกภายนอกที่ น่าเบื่อ ซึมเศร้า เพรียกพร้อมไปด้วยปัญหา เมื่อเราหยุดคิดเกี่ยวกับบริบทรอบข้างของศิลปะและประโยชน์ใดๆ จากมัน เราก็จะพิจารณาเห็นถึงความหลากหลายที่มีอยู่ในงานศิลปะ
  5. สิ่งที่มีข้อมูลมากเกินไปมักจะหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ถูกกำหนดมากเกินไปอันทำให้ขาดความมีอิสระในตัวมันเอง ในรายละเอียดบางอย่างของศิลปะควรได้รับการเติมเต็มจากผู้ชมที่จะบรรจงใส่ความฝันลงไปในประสบการณ์นั้น

ฮาร์แมน ทิ้งท้ายด้วยคำพูดเสมือนเตือนสติเอาไว้ว่า “ทุกชิ้นงานที่เป็นสุดยอดของศิลปะสมัยใหม่ เคยได้รับการตอบรับด้วยเสียงคัดค้านที่ว่า นี่ไม่ใช่ศิลปะ อย่างไรก็ตามเราควรกลับมาพิจารณาในคำตรงกันข้ามที่ว่า นี่คือศิลปะ ซึ่งศิลปะที่ได้รับการยืนยันจากคำหลังนี้บางครั้งมักถูกทำให้กลายเป็นสิ่งของในพิพิธภัณฑ์หรือหลงลืมไปว่าเคยมีอยู่”

 

อนุรักษ์ โคตรชมภู [Anurak Khotchomphu]

27/8/2025 

 
 

 

 
Copyright © 2004 www.esanfarmer.com : Anurak Khotchomphu : All Right Reserved