ทฤษฎีภววิทยาวัตถุ [Object-Oriented Ontology]
โลกทัศน์การแบ่งแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติทำให้ธรรมชาติกลายมาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ความจริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สามารถรับรู้ผ่านผัสสะรวมถึงสิ่งสร้างของมนุษย์เพื่อค้นหาความจริงของโลกภายนอก ทำให้เกิดผลกระทบต่อโลกของสิ่งมีชีวิตอื่น รวมถึงเกิดผลกระทบกับโลกของมนุษย์เอง ทั้งสภาพแวดล้อม และสัตว์ ถูกทำลายให้เสื่อมสภาพและสูญพันธุ์ไป โดยการกระทำดังกล่าวมนุษย์ขาดความตระหนักรู้ว่าทุกสรรพสิ่งในโลกนั้น ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน การกระทำต่อสิ่งอื่นในฐานะผู้กระทำการของมนุษย์ ต่างส่งผลกระทบต่อสิ่งนั้นและตนเอง รวมถึงระบบความสัมพันธ์ที่อยู่ภายใต้ดาวโลกเดียวกัน มนุษย์ได้เรียนรู้ผลนั้นด้วยตัวเองผ่าน ปรากฏการภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการปรากฏตัวขึ้นของเชื้อโรค อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผลกระทบร้ายแรงได้ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาล มนุษย์ที่เคยคิดว่าตนเองมีศักยภาพกว่าพระเจ้า และหันหลังให้ความเชื่อนั้นเพื่อเบิกทางให้ตนเองมีอิสระที่จะอยู่เหนือการถูกควบคุม แต่ผลกระทบข้างต้นก็ทำให้มนุษย์เองเกิดคำถามขึ้นว่า แท้ที่จริงแล้วมนุษย์มีความเป็นตัวของตัวเอง และเป็นประธานของสรรพสิ่งจริงหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้วมนุษย์ถูกควบคุมด้วยสิ่งอื่น นักคิดโครงสร้างนิยม (structuralism) ในคริสต์ทศวรรษ 1960 เห็นว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ไม่ได้อยู่ในสถานะผู้กระทำการ หากแต่ถูกกระทำการด้วยอำนาจของระบบที่ปกครองอยู่ ทั้งเรื่องของ อุดมการณ์ วาทกรรม หรือมายาคติ ต่างล้วนแต่ถูกสร้างขึ้นจากผู้กระทำการภายใต้การปกครอง ฉะนั้นแล้วมนุษย์ที่เคยคิดว่าตนเองเป็นผู้กระทำการสูงสุดและมีสิทธิเสรีภาพนั้น จึงถูกครอบงำด้วยเอานาจแห่งรัฐ มนุษย์จึงไม่ได้เป็นผู้ถูกสร้างหากแต่กลายมาเป็นผู้ถูกสร้าง
การตระหนักรู้ถึงตนเองในฐานะสิ่งมีชีวิตร่วมโลกเดียวกันกับสิ่งอื่นทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทำให้นักคิดบางคนเสนอภววิทยา (ontology) ที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น ฌีลส์ เดอเลิซ (Gilles Deleuze) ที่มองว่าแท้จริงแล้วมนุษย์เองก็ประกอบไปด้วยสรรพสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ คือประกอบไปด้วยจีโนม (genome) ของสิ่งมีชีวิตอื่น เมื่อร่างกายมนุษย์สิ้นลมหายใจไปสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในร่างกายนี้ก็จะย่อยสลายกลับคืนสู่ธรรมชาติ ในแง่นี้มนุษย์จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีแก่นแกน ไม่ต่างอะไรกับสิ่งมีชีวิตอื่น แม้มนุษย์จะอ้างว่าตนเองมีภาษาเป็นเครื่องมือการสื่อสาร แต่ภายหลังก็ได้ค้นพบว่าทั้งสัตว์และพืช ก็ต่างมีการพูดคุยสื่อสารด้วยภาษาตนเอง แนวคิดเช่นนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางภววิทยา (ontology turn) เป็นการศึกษาที่ก้าวข้ามแนวคิดแบบมนุษยนิยม (Humanism) ที่เปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของการศึกษาที่ก่อนหน้านั้นต่างยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางของความรู้ ไปสู่การศึกษาการดำรงอยู่ของสิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการศึกษาสภาวะหลังมนุษยนิยม (Posthumanism) ความคิดนี้เรื่มก่อตัวขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เช่นแนวคิดของ ฟรีดริช นีทเชอ (Friedrich Nietzsche) แนวคิดกลุ่ม อนุมานสัจนิยม (Speculative Realism) ที่มีนักคิดคนสำคัญอย่าง เกรแฮม ฮาร์แมน (Graham Harman) รวมถึงงานของ บรูโน ลาตูร์ (Bruno Latour) ที่เสนอแนวคิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางสังคมที่อยู่ภายใต้ผู้กระทำการที่หลากหลาย เป็นต้น (กิติเรียงลาภ, 2564)
ภววิทยาข้างต้นนอกจากเป็นการหวนคืนกลับมาทำความเข้าใจมนุษย์เองแล้ว ยังเป็นการให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจสิ่งอื่นในฐานะผู้กระทำการ ภววิทยาในปัจจุบันจึงเป็นฐานปฏิบัติการในการค้นหาและทำความเข้าใจปฏิบัติการอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ โดยเฉพาะ “วัตถุ” (object) ที่ไม่ใช่มนุษย์ ซึ่งก่อนหน้านั้นวัตถุเป็นเพียงผู้ถูกกระทำ การทำความเข้าใจวัตถุอื่นจึงเป็นเป็นไปเพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของปฏิสัมพันธ์ทางธรรมชาติที่หลากหลายที่ไม่อาจแยกขาดจากวัฒนธรรมได้ นั่นหมายความว่าทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตต่างมีเครือข่ายที่ยึดโยงกัน เมื่อภววิทยานำไปสู่ความสนใจในการศึกษา วัตถุ ผลกระทบนี้จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงแนวคิดและปรัชญาที่ย้ายฐานมาสู่การศึกษาวัตถุด้วยเช่นกัน โดย ต้นศตวรรษที่ 21 ที่ผ่านมา เมื่อโลกเข้าสู่ยุคที่ต้องเผชิญสภาวะความแปรปรวนทางสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า มนุษยสมัย (Anthopocene) จึงเกิดสกุลความคิด ภววิทยาวัตถุ (Object Oriented Ontology) เป็นฐานความคิดอันนำไปสู่การย้ายที่มั่นจากการศึกษามนุษย์กลายมาเป็นการทำความเข้าใจวัตถุในฐานะผู้กระทำการ
ภววิทยาวัตถุ ถือกำเนิดและถูกนิยาม โดย นักปรัญญา เกรแฮม ฮาร์แมน (Graham Harman) ประวัติส่วนตัวเขา เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1968 ที่อเมริกา เมืองไอโอวาซิตี รัฐไอโอวา และได้เข้าเรียนที่ St. John’s College ในแอนนาโพลิส รัฐแมรีแลนด์ ซึ่งเขาได้รับปริญญาตรีในปี 1990 ภายใต้การดูแลของ Alphonso Lingis ที่มหาวิทยาลัย Penn State เขาได้รับปริญญาโทในปี 1991 และได้รับปริญญาเอกจาก DePaul University วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขาชื่อ "Tool-Being: Elements in a Theory of Objects" ต่อมาได้ถูกตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ "Tool-Being: Heidegger and the Metaphysics of Objects" ในปี 2002 และกลายเป็นแก่นแกนทฤษฎีภววิทยาวัตถุของเขา ภายหลังจากนั้นยังได้เขียนหนังสือที่สร้างชื่ออีหหลายเล่ม เช่น "Guerrilla Metaphysics: Phenomenology and the Carpentry of Things" (2005), "Heidegger Explained: From Phenomenology to Thing" (2007), "Prince of Networks: Bruno Latour and Metaphysics" (2009), "Towards Speculative Realism: Essays and Lectures" (2010), "Circus Philosophicus" (2010), "The Quadruple Object" (2011), "Quentin Meillassoux: Philosophy in the Making" (2011), "Weird Realism: Lovecraft and Philosophy" (2012), และ "Bells and Whistles: More Speculative Realism" (2013) นอกเหนือจากการตีพิมพ์หนังสือเหล่านี้ Harman ยังได้เขียนและตีพิมพ์บทความหลายเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาศตวรรษที่ 20 ทั้ง Speculative Realism และ Object-Oriented Ontology นอกจากนั้นเขายังทำหน้าที่เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยอเมริกันในไคโร ประเทศอียิปต์ และศาสตราจารย์ด้านปรัชญาที่ The European Graduate School / EGS ที่ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในนักปรัชญาร่วมสมัยที่ร่วมสร้างกลุ่มแนวคิดที่เรียกว่า อนุมานสัจนิยม (speculative realism) ขึ้นมา โดยมีสมาชิกที่โดดเด่นคนอื่นๆ เช่น Quentin Meillassoux, Ray Brassier และ Iain Hamilton Grantn (School, 2024)

Speculative realism groups: Iain Hamilton Grant, Graham Harman, Quentin Meillassoux, Ray Brassier
ที่มา: https://terremoto.mx/en/revista/speculative-realism-a-primer/
ที่มาทางแนวคิดเกี่ยวกับภววิทยาวัตถุของ ฮาร์แมน เป็นผลจากการสำรวจแนวคิดของนักปรัชญาหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาของ มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) จากหนังสือ Tool-Being เขาได้เสนอวิธีการใหม่ในการเข้าใจวัตถุและการมีอยู่ของสิ่งต่างๆ ผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกของแนวคิด ไฮเดกเกอร์ โดย ฮาร์แมน วิเคราะห์ว่า เครื่องมือ (Tools) ของไฮเดกเกอร์ ไม่ได้เป็นแค่สิ่งของที่ใช้ในการทำงาน แต่เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการทำความเข้าใจความเป็นจริงของวัตถุ และเครื่องมือยังมีคุณสมบัติและความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้ใช้และสภาพแวดล้อม การดำรงอยู่ของเครื่องมือ จึงไม่ได้อยู่ที่การใช้งาน หรือศักยภาพที่มันสามรถทำได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ความสัมพันธ์และความเป็นจริงที่ซ่อนเร้นในตัวเอง เครื่องมือจึงมีความเป็นจริงในตัวเอง และไม่สามารถลดทอนให้กลายมาเป็นเพียงวัตถุที่มีฐานะในการใช้งานเท่านั้น (Graham Harman, 2011b)
แนวความคิดที่ได้จากการศึกษางานของ ไฮเดกเกอร์ ยังสะท้อนผ่านหนังสือ "Heidegger Explained: From Phenomenon to Thing" ของ ฮาร์แมน (Graham Harman, 2011a) ซึ่งเป็นการสำรวจแนวคิดสำคัญของ ไฮเดกเกอร์ เขาใช้หนังสือเล่มนี้ในการอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับ สิ่ง (thing) และ ปรากฏการณ์ (phenomenon) ซึ่งเป็นหัวใจของปรัชญาของ ไฮเดกเกอร์ โดยเน้นการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ในโลกผ่านมุมมองที่ไม่ใช่เพียงการรับรู้จากประสบการณ์ของมนุษย์เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงวิธีที่สิ่งเหล่านั้นดำรงอยู่ (being) และมีความหมายในตัวเอง วัตถุไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่เพราะมีตัวตน หรือถูกใช้ประโยชน์ของมนุษย์ แต่ยังรวมถึงวิธีที่สิ่งของนั้นดำรงอยู่ ไฮเดกเกอร์ มองว่าความเข้าใจใน “สิ่ง” ไม่สามารถถูกจำกัดอยู่ในกรอบของปรัชญาวิทยาศาสตร์หรือปรัชญาดั้งเดิม แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องการการทำความเข้าใจผ่านประสบการณ์ทางศิลปะ วรรณกรรม และวิธีการที่สิ่งของสร้างความหมายให้กับมนุษย์
ภววิทยาวัตถุ (Object-Oriented Ontology (OOO)) ซึ่งเป็นแนวคิดทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่เชื่อว่าวัตถุมีชีวิต ซึ่งขัดแย้งกับความคิดสมัยใหม่แบบวิทยาศาสตร์ที่มองว่ามีเพียงมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เท่านั้นที่มีชีวิต เป็นการย้ายหน่วยการศึกษาจากองค์ประธานผู้กระทำการที่เป็นมนุษย์ ไปสู่การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของวัตถุ ฮาร์แมน กล่าวว่า วัตถุทุกอย่างไม่สามารถลดทอนตัวเองให้กลายเป็นความรู้ของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถามถึงวัตถุนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากอะไร และวัตถุนั้นสามารถทำอะไรได้บ้าง ซึ่งถูกกำหนดโดยการใช้เกณฑ์ทางคุณสมบัติของวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น (Graham Harman, 2018) แนวคิดภววิทยาวัตถุต่อต้านการมองวัตถุในฐานะที่เป็น ภาพตัวแทน (Representation) ของประธานผู้กระทำการคือมนุษย์ ซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้หาประโยชน์จากวัตถุ นอกจากนี้แล้วแนวคิดภววิทยาวัตถุยังแย้งกับวิธีคิดคู่ตรงข้ามที่แยกโลกธรรมชาติ ออกจากโลกทางวัฒนธรรม และมองว่ามนุษย์เป็นเพียงวัตถุหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางวัตถุอื่น (กิติเรียงลาภ, 2563)
ความรู้ของมนุษย์ไม่สามารถรับรู้โลกทั้งหมดได้อย่างเป็นองค์รวม เนื่องด้วยยังมีวัตถุอื่น ๆ อีกเป็นอนันต์ที่มนุษย์ยังไม่สามารถเข้าถึง ความรู้ที่มนุษย์มีต่างไม่สามารถเข้าถึงความจริงที่ดำรงอยู่ได้ เช่น การเกิดขึ้นของเชื้อโรคระบาดชนิดใหม่ขึ้นภายในโลก ล้วนแล้วแต่เกิดจากสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่นอกกรอบความรู้ของมนุษย์ หรือรวมถึงการไม่สามารถคาดเดาถึงภัยพิบัติต่าง ๆ อันเกิดจากภาวะโลกผันผวน ความรู้ที่มนุษย์มีอยู่ก็ไร้แก่นแกน ไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นแล้วโลกมนุษย์จึงประกอบไปด้วยวัตถุจำนวนมากและมีหลากหลายรูปแบบรวมไปถึง จิตใจ ภาษา วัฒนธรรม และสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในสังคม ตลอดจนสิ่งที่อยู่อย่างอิสระไม่ขึ้นตรงต่อมนุษย์ วัตถุจึงดำรงอยู่ทั้งวัฒนธรรมและธรรมชาติ ทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต มองในแง่คิดเรื่อง ประชาธิปไตยของวัตถุ ของ เลวี ไบรแอนท์ (Levi Bryant) เสนอว่า ไม่ว่าวัตถุจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต วัตถุทุกชนิดมีความสามารถ มีอิทธิพล และมีบทบาทในโลกนี้ อย่างเท่าเทียมกัน แต่วัตถุทุกชนิดก็ไม่ได้ดำรงอยู่และสัมพันธ์กับบางวัตถุ วัตถุหนึ่งจะมีความสำคัญกับบางวัตถุในบางพื้นที่ และเวลาเท่านั้น (Bryant, 2011) เช่น เราไม่สามารถบอกได้ว่า หินกับดินสอ อะไรสำคัญกับเรามากกว่ากัน เพราะในเวลาที่เราต้องการเขียนหนังสือเราก็ต้องการดินสอมากกว่าหิน และขณะเดียวกันวัตถุทั้งสองก็ไม่ได้มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันต่างมีอิสระไม่ขึ้นตรงต่อกัน นอกจากนั้นแล้ววัตถุทั้งสองก็สามารถแสดงออกซึ่งศักยภาพให้การทำหน้าที่อย่างอื่นนอกจากเอาไว้ประดับประดาหรือโยนเล่น และเอาไว้ขีดเขียน หินยังสามารถเป็นได้ทั้ง อาวุธ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็ได้ และเมื่อหินถูกแปรสภาพเป็นอย่างอื่น เช่นการสลายตัวและรวมกับวัตถุอื่น ศักยภาพที่หลากหลายอย่างที่ไม่เคยประสบก่อน ก็ปรากฏขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสรรสิ่งจึงไม่ใช่เป็นความต่างในระดับประเภท แต่เป็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากระดับของความสัมพันธ์ ทุกครั้งที่วัตถุมีความสัมพันธ์และกระทำกับวัตถุอื่น มันก็ยังคงดำรงรักษาภววิทยาของตนเองเอาไว้ ความสัมพันธ์จึงเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถบอกได้ว่าวัตถุไหนเป็นผู้กระทำการหรือถูกกระทำ ไบรแอนซ์ เรียกว่า ความสัมพันธ์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของวัตถุ (non-relational relations) ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับวัตถุเป็นผลผลิตจากการแปลตัวเองและแปลวัตถุอื่นๆ สร้างปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้โลกเต็มไปด้วยผลผลิตจากการแปลเปลี่ยนของวัตถุจำนวนมหาศาล (กิติเรียงลาภ, 2564)
ในธรรมชาติและวัฒนธรรม มีปฏิสัมพันธ์สัมพันธ์มากมายอันเกิดจากความสัมพันธ์ของวัตถุ แต่ในทางภววิทยาวัตถุแล้ว วัตถุทุกอย่างไม่สามารถลดทอนให้กลายมาเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะที่ระบุได้ว่าสิ่งใดเป็นเหตุและสิ่งใดเป็นผล เช่น ถ้าเราพูดถึงปรากฏการณ์ทางสังคม เกิดขึ้นเนื่องด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงความคิดและความเชื่อ ในขณะเดียวกันเราก็สามารถบอกได้ว่าความคิดความเชื่อทำให้พฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยน การที่เราไม่สามารถระบุได้ว่าอะไรเป็นเหตุและผลจึงทำให้มีผลกระทบต่อแนวความคิดทางสังคมวิทยาเดิมที่จำเป็นต้องระบุเหตุปัจจัยของปรากฏการต่าง ๆ แนวคิดเช่นนี้เป็นการลดทอนสิ่งหนึ่งให้กลายเป็นผู้ถูกกระทำและยกอีกสิ่งให้อยู่ในฐานะผู้กระทำการ ทั้งที่จริงแล้วในแง่ของภววิทยาวัตถุ ทุกสิ่งที่สัมพันธ์กันต่างมีความเป็นไปได้ในทุกฐานะ อีกตัวอย่างที่เราไม่สามารถระบุได้ว่าสิ่งใดเป็นเหตุและสิ่งใดเป็นผล เช่น กรณีกับดักระเบิดที่สังหารผู้คนในสงครามกลางเมืองที่กัมพูชา หากเรามองว่าการวางระเบิดส่งผลต่อการเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ เราก็ย่อมที่จะระบุลงไปว่าทหารเขมรแดงเป็นผู้กระทำการอันเลวร้ายนี้ แต่ในขณะเดียวกันวัตถุระเบิด ก็เป็นเครื่องมือที่ทหารใช้ จึงไม่อยู่ในฐานะผู้กระทำการ ในภววิทยาวัตถุกับมองว่าไม่ควรสรุปเช่นนั้น เนื่องด้วยการปฏิบัติการครั้งนี้หากไม่มีอาวุธที่ร้ายแรงอย่างระเบิดทหารก็ไม่สามารถกลายมาเป็นผู้มีอำนาจได้ และอาจกล่าวได้ว่า อาวุธอย่างเช่นระเบิด ได้เปลี่ยนทหารกลายเป็นบุคคลที่มีศักยภาพในการทำร้ายผู้อื่น เราจึงไม่สามารถคิดเกี่ยวกับความเป็นผู้กระทำการของทหารโดยไม่มองความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นวัตถุระเบิดจึงเป็นรูปวัตถุที่มีอำนาจและศักยภาพและเป็นผู้กระทำการไม่ด้อยไปกว่ามนุษย์ (Gell, 1998)
วัตถุ มีศักยภาพ (potentiality) ในตัวเองที่หลากหลาย จึงไม่ควรถูกกำหนดนิยามในเชิงคุณสมบัติ เนื่องด้วยวัตถุนั้นสามารถแปลตัวเองและแปลวัตถุอื่น ในรูปแบบความสัมพันธ์ที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้ววัตถุที่มีหน้าที่การใช้งานที่สัมพันธ์กับร่างกายมนุษย์ และถูกสร้างขึ้นมาให้มีหน้าที่หรือศักยภาพเท่าที่มนุษย์เป็นผู้กำหนด เช่น ซ้อม ถูกออกแบบมาใช้ในการรับประทานอาหาร ทั้งขนาด วัสดุ รูปทรง สัดส่วน ล้วนถูกออกแบบมารับใช้มนุษย์ แต่ด้วยศักยภาพของตัวซ้อมเองมันสามารถเป็นได้ทั้ง อาวุธ กำไลข้อมือ กุญแจ ไขควง และอื่น ๆ อย่างไม่จำกัด ทำให้ ซ้อม ไม่ได้มีหน้าที่แค่อยู่บนโต๊ะอาหารเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ประกอบเป็นตัวซ้อมเอง ก็ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างขึ้นจากธาตุโลหะต่าง ๆ ประกอบกันขึ้น และเมื่อนำโลหะธาตุเหล่านี้ไปประกอบกับวัตถุอื่น ซ้อมธรรมดาก็กลายไปเป็นอย่างอื่นได้อย่างหลากหลาย
อนุรักษ์ โคตรชมภู [Anurak Khotchomphu]
27/8/2025 |