ผู้กระทำการทางศิลปะในแนวคิดภววิทยาวัตถุ
ถึงแม้ว่าแนวคิดภววิทยาวัตถุจะมีความย้อนแย้งกับการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินอยู่บ้าง แต่แนวคิดดังกล่าวก็ไม่ได้ต่อต้านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของศิลปิน ผลงานสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้น แม้จะถูกประกอบสร้างความหมายและสัญญะจากศิลปิน แต่ผลงานที่สร้างขึ้นนั้นก็มีสถานะผู้กระทำการที่ไม่ต่างไปจากศิลปิน และยังคงมีศักยภาพในตัวมันเอง สถานะผู้กระทำการจึงเป็นคุณสมบัติของทั้งบุคคลผู้สร้างสรรค์และผลงานศิลปะด้วย ซึ่ง อัลเฟรด เจลล์ (Alfred Gell) ได้จำแนกผู้กระทำการในลักษณะนี้ออกเป็น ผู้กระทำการขั้นต้น (Primary agents) และผู้กระทำการขั้นรอง (Secondary agents) โดยวัตถุเป็นผู้กระทำการขั้นรอง เนื่องด้วยเป็นฝ่ายที่รับเอาความมุ่งหมาย (intentionality) บางอย่างจากผู้กระทำการที่เป็นมนุษย์ (ศิลปิน) การกำหนดขั้นผู้กระทำการดังกล่าวเป็นเพียงเพื่อแสดงความสัมพันธ์ของกระบวนการ แต่ไม่ได้ลดทอนสถานะและบทบาทความเป็นผู้กระทำการของวัตถุลงน้อยกว่าผู้กระทำการที่เป็นมนุษย์แต่อย่างใด (Gell, 1998) หากพิจารณาจากแนวคิดของ เจลล์ นอกจากศิลปวัตถุที่เป็นผลผลิตของมนุษย์ในฐานะผลงานศิลปะของศิลปินแล้ว ศิลปวัตถุยังคงมีสภาวะที่เป็นอิสระโดยไม่ขึ้นตรงต่อผู้สร้างสรรค์ด้วย กล่าวคือศิลปะในฐานะวัตถุมีชีวิตของตัวเองและมีศักยภาพในตัวเองจนไม่สามารถแยกได้ว่าศิลปินเป็นผู้สร้างศิลปะ หรือศิลปะสร้างศิลปินขึ้นมา
ช่างภาพ แกรี วีโนแกรนต์ (Garry Winogrand) เคยกล่าวว่า "ฉันถ่ายภาพเพื่อดูว่าภาพถ่ายจะทำให้โลกเป็นอย่างไร" วีโนแกรนต์ เป็นหนึ่งในช่างภาพบนท้องถนนที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่ง โดยเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องการนำเสนอชีวิตชาวอเมริกันในช่วงกลางศตวรรษด้วยลักษณะภาพถ่ายแนวสแนปช็อต (snap shot) เขาปฏิเสธการวิจารณ์ว่างานของเขา ที่ว่าเป็นการแสดงการเฉลิมฉลองเหตุการณ์ธรรมดา และเปลี่ยนแปลงมันด้วยการจับจังหวะและการจัดกรอบที่แม่นยำ ให้กลายเป็นคำอธิบายที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตสมัยใหม่ และเขาได้ กล่าวว่า "สำหรับการถ่ายภาพ สิ่งที่ฉันสนใจคือภาพถ่ายเอง จริง ๆ แล้วฉันไปที่เหตุการณ์ต่างๆ และมันคงจะง่ายมากที่เพียงแค่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมวลชนกับเหตุการณ์ คุณรู้ไหม แต่ฉันรู้สึกว่าในส่วนของฉัน ฉันควรจะจัดการกับสิ่งนั้นเอง" เขาจึงปฏิเสธจัดประเภทเป็นการถ่ายภาพว่าเป็นลักษณะภาพถ่ายแนวสแนปช็อต เพราะเขามองว่าเป็นภาพถ่ายธรรมดา วีโนแกรนต์ ถ่ายภาพไม่ใช่เพื่อจับภาพสิ่งที่เขาเห็น แต่เพื่อดูว่าเขาจะจับภาพอะไรได้ นั่นคือความหมายของการถ่ายภาพเพื่อดูว่าโลกจะเป็นอย่างไรในภาพถ่าย ผู้คน เหตุการณ์ และสภาพสังคมในภาพถ่ายของเขาจึงไม่ได้อยู่ในนั้นเพื่อจะกลายเป็นหัวข้อของเขา แต่เป็นเหมือนการฝึกซ้อม เป็นการล่อลวงเราสามารถมองข้ามสิ่งเหล่านั้น เพื่อมองเห็นแสงฟลูออเรสเซนต์ ฝุ่นละออง และโซ่เหล็ก ดูให้ลึกลงไปที่ภาพ ว่ามีสิ่งต่างๆอะไรบ้างอยู่ในนั้น กระบวนการนี้เรียกว่า ออนโทกราฟี (Ontography) (Bogost, 2011) โดยปกติแล้วภาพถ่ายคือสิ่งที่เราสร้างภาพตัวแทนเกี่ยวกับโลกของความจริง และเราคิดว่าภาพถ่ายเป็นสิ่งสะท้อนของความจริงหรือจำลองความจริงออกมา แม้กระทั่งผลงานศิลปะที่วาดต้นไม้ก็เป็นสิ่งที่จำลองมาจากต้นไม้จริงๆ แต่แตกต่างกันแค่รูปแบบการนำเสนอ แต่ วีโนแกร์นต์ กลับมองว่า โลกที่อยู่ในภาพถ่ายมันเป็นอยู่อย่างนั้น โลกที่อยู่ในภาพถ่ายมีชีวิตของตัวมันเองที่ไม่ใช่การสะท้อนหรือจำลองความจริงที่อยู่นอกภาพถ่าย เขากำลังเสนอว่า เขาเองถ่ายภาพการทีโลกปรากฏอยู่ในภาพ สิ่งที่อยู่ในภาพอาจจะเป็นความจริงที่ดำรงอยู่เหมือนกับสิ่งที่อยู่ภายนอกภาพถ่าย (กิติเรียงลาภ, 2563)
Garry Winogrand, “Los Angeles” 1969
ที่มา: https://medium.com/nightingale/lessons-from-photographer-garry-winogrand
ในหัวข้อที่ผ่านมาข้างต้นนั้นได้แสดงให้เห็นแนวคิดภววิทยาวัตถุที่มีท่าทีต่อศิลปะ ซึ่งสามารถสรุปใจความหลักได้ว่า ศิลปินยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์และสามารถเลือกใช้วัตถุทุกประเภทนำมาสร้างภาพแทนความคิดของตนเองได้ปกติ หากแต่ศิลปินจะถือว่าวัตถุทางศิลปะหรือผลงานที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของตนเองนั้น ตนมีสถานะเป็นผู้กระทำการ (Subject) ขึ้นมาฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะผลงานศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นมีอิสระและกลายมาเป็นผู้กระทำการไม่ต่างจากมนุษย์ เช่น เราไม่สามารถบอกได้ว่าภาพโมนาลิซ่าทำให้คนรู้จัก ดาวินชี หรือ ดาวินชี ทำให้ภาพโมนาลิซ่าเป็นที่รู้จัก เพราะเมื่อศิลปินไร้เรือนร่างลงไป วัตถุศิลปะนั้นก็ยังคงอยู่และมีคุณค่าในตัวมันเอง ส่วนในมุมมองระหว่างผลงานศิลปะกับผู้ชมนั้นภววิทยาวัตถุมองว่า แนวความคิดทั้งฟอร์มอลลิสม์และแนวคิดหลังสมัยใหม่ ต่างมองผู้ชมและงานศิลปะแยกขาดออกจากกัน และต่างเอนเอียงไปข้างหนึ่ง และมองว่าศิลปะไม่ควรสัมพันธ์กับบริบทที่มันปรากฏอยู่ไม่ว่าจะเป็นสังคมและการเมือง เนื่องด้วยมีนมีอิสระในตัวเอง หากว่าบริบทนี้จะปรากฏก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศักยภาพระหว่างผู้ชมและผลงานจะแสดงผลข้างเคียงออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดหวังไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นการทำให้การแบ่งประเภทของศิลปะในยุคปัจจุบันมาถึงทางตัน ภววิทยาวัตถุจึงได้เสนอทางออกของภววิทยาศิลปะใหม่ โดย การให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ชมกับผลงานศิลปะ ที่ฮาร์แมน เรียกว่า วัตถุที่สาม หรือ เซลล์ (Cell) ซึ่งวัตถุที่สามนี้เป็นเสมือนบรรยากาศที่ก่อตัวขึ้นระหว่างการทำงานร่วมกันของผู้ชมผลงาน และงานศิลปะ ซึ่งจะทำให้เกิดมุมมอง รูปแบบ และสุนทรียศาสตร์ที่แตกต่างหลากหลาย
อนุรักษ์ โคตรชมภู [Anurak Khotchomphu]
27/8/2025 |