Home l Biography l Work l Exhibition l Shop l Knowledge l Contact
 
Back to topic
- Ontology turn
- Object-Oriented Ontology
- แนวคิดที่เกี่ยวข้อง
- วัตถุของภววิทยาวัตถุ
- Art and Object-Oriented Ontology
- Artist and ooo
- References


 

จุดเปลี่ยนภววิทยา (Ontology turn)

ภววิทยาและจุดเปลี่ยนของภววิทยา อภิปรัชญา (Metaphysics) เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับสภาวะของความจริงในทุกสรรพสิ่ง โดยเน้นให้ความสำคัญกับการพิจารณาถึงสิ่งที่ต้องการศึกษาหาความจริง กระบวนการก่อสร้างความจริง และผลที่ได้จากความจริง โดยเบื้องหลังของสรรพสิ่ง ประกอบด้วยประเด็นปัญหา 3 อย่าง คือ 1) ปัญหาเอกภพและสรรพสิ่งในเอกภพ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการถือกำเนิด และความสำพันธ์ของสิ่งต่าง เช่น กาล (Time) อวกาศ (Space) รวมแล้วเป็นการศึกษาปรัชญาเอกภพ หรือ จักรวาลวิทยา (Cosmology) 2) ปัญหาเกี่ยวกับจิตวิญาณ ศึกษาปัญหาว่าจิตวิญาณของมนุษยคืออะไร มีความสัมพันธ์กับร่างกาย และสิ่งต่าง ๆ อย่างไร ลักษณะที่ปรากฏการดำรงอยู่ในขณะที่มีชีวิตและหลังจากความตาย เรียกอีกอย่างว่า ปรัชญาจิต (Philosophy of mind) 3) ประเด็นปัญหา ภววิทยา หรือภาวะ ศึกษาเกี่ยวกับสภาวะเนื้อแท้ของทุกสรรพสิ่งในเอกภพ ถึงการดำรงอยู่ (วงศ์สวรรค์., 2540) 

ภววิทยา (ontology) เป็นแขนงปรัชญาภายใต้อภิปรัชญา ภววิทยา เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต โดยคำว่า “ภว” (บาลี) หมายถึง สภาวะแห่งการดำรงอยู่ ส่วนคำว่า “วิทยา” (สันสกฤต) นั้นหมายถึง ความรู้ ดังนั้น “ภววิทยา” จึงหมายถึง การมีอยู่หรือการดำรงอยู่ (Being) ของความรู้ (knowledge) ความจริง (Fact) วิชา (Subject) และศาสตร์ (Sciences) แขนงต่าง ๆ ส่วนรากศัพท์ภาษาอังกฤษ Ontology มาจากภาษากรีก คือ “onto” แปลว่าการมีอยู่ กับคำว่า “logia” แปลว่าการบรรยายเชิงตรรกะ ภววิทยาเป็นวิธีการตั้งคำ ถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของตัวตน (entity) แบบต่าง ๆ เพื่อค้นหาและทำความเข้าใจว่าแต่ละตัวตนมีความเหมือนและต่างกันอย่างไร ดำรงอยู่ร่วมกันในลักษณะใด ใน Oxford Learner Dictionaries ให้คำ อธิบายว่า “Ontology” คือสาขาทางปรัชญาที่สนใจธรรมชาติของการดำรงอยู่ (nature of existence) (ด้วงวิเศษ, 2564a) 

ก่อนที่จะกล่าวถึงจุดเปลี่ยนทางภววิทยา มีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจถึงต้นเหตุอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือผลกระทบของยุคสมัยใหม่ (Modern) ในศตวรรษที่ 15-20 ที่ผ่านมา ที่มนุษย์มีการติดต่อเชื่อมโยงระหว่างกันได้ทั่วโลกอย่างแท้จริง มนุษย์สร้างความเป็นสากล (Universals) ได้มากกว่ายุคแกนหลักความคิดสากลของโลก (Axial age) เช่น สร้างการปกครองที่ให้อิสระเสรีภาพแบบประชาธิปไตย สร้างการเศรษฐกิจการค้าเสรี เกิดการแข่งขัน และใช้ทรัพยากรเพื่อผลิตผลทางอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ในยุกสมัยใหม่จะมีความสุข และเอารัดเอาเปรียบกันน้อยลง ความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ ทำให้โลกตะวันตกที่เป็นมหาอำนาจที่ครอบครองโลกอยู่ทั้งการเมือง ทหาร และเศรษฐกิจ ต่างก็แย่งชิงผลประโยชน์ในกลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกาจึงส่งผลให้เกิดสงครามโลกตามมา ยุคสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นนี้มีลักษณะของสังคมบางประการดังนี้ (บุญมี., 2550) 

1) ยุคที่ประเทศตะวันตกก้าวข้ามออกจากกรอบของศาสนา หรือการหลุดออกจากกรอบคิดของอารยธรรมคริสต์ศาสนา โดยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้เกิดการค้นพบความจริงของธรรมชาติบางประการที่ลดความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา ขณะเดียวกันก็เกิดความขัดแย้งระหว่างพระสันตปาปากับกษัตริย์ รวมถึงความขัดแย้งกันเองภายในศาสนา ต่างยึดติดอยู่ในยศสรรเสริญ 

2) เกิดการปฏิวัติและการปฏิรูป 4 ประการ คือ การเปลี่ยนความคิดมาเป็นมนุษยนิยม (Humanism) ในยุค Renaissance การปฏิรูปศาสนาของคาทอลิคกับโปรเตสแตนท์ การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหรรม และท้ายสุดคือการปฏิรูปทางปรัชญาความคิด 

3) ยุคสมัยใหม่เป็นยุคแห่งการเชื่อมโลกเข้าหากัน เชื่อมโยงทั่วทุกทวีปแม้แต่ดินแดนห่างไกลที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ โดยมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมเป็นปัจจัยสำคัญของการเดินทาง ส่งผลให้เกิดการติดต่อกับอาณาจักร และอารยธรรมต่าง ๆ เกิดขึ้น อารยธรรมที่มีความแตกต่างทั้งชาติพันธ์วรรณาและศาสนา ต่างเชื่อมโยงถึงกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การเชื่อมโลกอีกประการต่อมาคือการเชื่อมด้วยอำนาจทางการเมืองและทหารภายใต้การแสวงหาอาณานิคมผ่านลัทธิอาณานิคม (Colonialism) การเชื่อมโลกต่าง ๆไว้ด้วยกันยังเป็นการเชื่อมโยง ระบบทุนนิยม ระบบการเมือง และระบบการเงิน ของทั่วทั่งโลกให้เป็นระบบเดียวกันด้วย 

4) ยุคที่มีการสร้างรูปแบบการปกครองขึ้นใหม่คือระบอบรัฐชาติ ประชาธิปไตย แพร่หลายไปทั่วโลก ภายหลังจากยุโรปหลุดออกมาจากอารยธรรมของคริสตศาสนาจึงได้สร้างรูปแบบการปกครองขึ้นมาใหม่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง กฎหมาย ระเบียบข้อบังคับเกิดขึ้นจากกษัตริย์โดยตรง การปกครองแบบนี้เรียกว่า ราชาธิปไตยใหม่ หรือบางครั้งเรียก รัฐชาติ (Nation stage) รูปแบบการปกครองนี้สร้างความไม่พอใจให้กับชนชั้นกลางเนื่องด้วยเนื่องด้วยระบบการค้าที่ผูกขาดของขุนนางและการจ่ายภาษีให้รัฐที่ไม่เป็นธรรม ส่วนพื้นฐานการปกครองแบบประชาธิปไตย เริ่มจากการเห็นคุณค่าและความสำคัญของมนุษย์อันสืบโดยแนวคิดมนุษยนิยม เชื่อว่ามนุษย์มีความสามารถรู้จักคิดสร้างสิ่งต่าง ๆ อันประกอบด้วยเหตุผลทำให้ทุกอย่างเจริญก้าวหน้า ก็สมควรที่จะคิดหาแนวทางสร้างระบอบการปกครองที่มีประสิทธิภาพ ให้อิสระภาพเสรีภาพ สร้างประโยชน์แก่ตนเองและทรัพย์สิน จึงเป็นเป็นที่มาในการมอบอำนาจอธิปไตยส่วนหนึ่งให้กับรัฐบาลในฐานะตัวแทนของตนเอง 

5) และท้ายสุดเป็นยุคที่เกิดอุดมการณ์ต่อต้านความเป็นสมัยใหม่ จากนักคิด ประชาชน กลุ่มองค์กรบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับอารยธรรมใหม่ เกิดการต่อต้านความเป็นสมัยใหม่ จนเกิดแนวความคิดทางการเมือง เช่น ความคิดแบบยูโทเปีย (Utopia) สังคมนิยม มาร์กซีสม์ ที่คัดค้านทุนนิยมอุตสาหกรรม จนนำไปสู่การรวมตัวยึดอำนาจและสร้างรัฐสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ขึ้น 

 

โรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่มา: https://industrialrevolution.org.uk/factories-industrial-revolution/ 

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial revolution) ของชาติตะวันตกอันมีแนวคิดแบบมนุษยนิยม (Humanism) ที่มองว่ามนุษย์มีอิสระและศักยภาพที่จะผลิตสร้างสิ่งต่าง ๆ ได้ ซึ่งกระบวนการผลิตนั้นจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันมนุษย์ก็ยังใช้ศักยภาพของตนเองในการประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อถลุงทรัพยากรของโลกมากขึ้น เพียงเพื่อจะทำให้ตัวเองอยู่รอดในสังคมทุนนิยมที่มีการแข่งขันแบบเอารัดเอาเปรียบสูง การให้ความสำคัญและยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางนี้ (Anthropocentrism) ทำให้เกิดแนวคิดที่ทำให้ทุกอย่างในโลกใบนี้กลายมาเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องนำมาใช้ประโยชน์ ทำให้ทุกสิ่งอย่างเป็นผู้ถูกกระทำ เมื่อแนวคิดนี้แพร่กระจายไป ท้ายที่สุดผลของการยกตนเองขึ้นเหนือสิ่งอื่นบนโลกใบนี้ของมนุษย์ ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคม เกิดขึ้นตามมา จนไม่อาจย้อนไปแก้ไขความผิดพลาดนี้ได้ สภาวะของโลกในช่วงยุคสมัยใหม่ (Modern) ที่ยึดมนุษย์เป็นใหญ่ จึงเป็นสภาวะที่ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยปัญหา 

ข้างต้นจึงสะท้อนถึงแนวคิดมนุษยนิยม ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาหลักยึดของมนุษย์ในยุคสมัยใหม่ นักปรัชญาและนักคิดทั่วไปในยุคนั้นต่างคิดในฐานที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง กระบวนการแสวงหาความรู้ความจริงของสรรพสิ่ง ต่างเกิดจากความคิดที่มนุษย์มีสถานะเป็นผู้กระทำการ (Subject) และผลักให้ทุกสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกลายมาเป็นผู้ถูกกระทำ (object) มนุษย์ (Human) จึงคิดในฐานที่เป็นคู่ตรงข้ามกับธรรมชาติ (Nature) หรือแม้กระทั่งความคิดคู่ตรงข้ามนี้ยังถูกนำมาแบ่งแยกพื้นที่ต่าง ๆ ของโลกว่ามีความเจริญ หรือด้อยพัฒนา สังคมชนเผ่าที่ขาดความเจริญทางวัตถุถูกผลักให้เป็นสังคมที่ล้าหลังด้วยยังยึดติดอยู่กับความเชื่อที่ไร้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ความคิดทางทฤษฎีทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ต่างวางอยู่บนพื้นฐานที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางของความรู้ การแสวงหาความรู้ความจริงจึงเป็นไปเพื่อการทำความเข้าใจมนุษย์และเพื่อประโยชน์ที่มนุษย์ที่มนุษย์พึงได้รับ มนุษย์เท่านั้นที่สามารถสร้างและสะสมความรู้และความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในโลก กรอบคิดเช่นนี้ทำให้มนุษย์เท่านั้นที่สามารถดำรงอยู่ รับรู้ และสร้าง โลก (world) ได้ ส่วนสิ่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ พืช และวัตถุถูกด้อยค่าให้เป็นเพียงวัตถุที่ถูกกระทำในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของดาวโลก (Earth) เท่านั้น (กิติเรียงลาภ, 2564) 

เมื่อมนุษย์ได้เรียนรู้ผลกระทบจากแนวคิดมนุษยนิยมในยุคสมัยใหม่ การทำความเข้าใจภววิทยาจึงต้องค้นหาปฏิบัติการและแรงจูงใจของผู้กระทำการที่มีชีวิตและดำรงอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและขัดแย้ง และผู้กระทำการเหล่านั้นต่างมีความเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง ต่างแสวงหาความอยู่รอดของตัวมันเอง การดำรงอยู่จึงไม่ได้มีหนึ่งเดียว ไม่คงที่ หากแต่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในแง่นี้โลกจึงมีหลายโลก (worlds) และมีหลายความจริง มีผู้กระทำการที่หลากหลาย ปฏิบัติการทางสังคมล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างกัน การดำรงอยู่จึงเคลื่อนที่ตลอดเวลา ภววิทยา จึงต้องค้นหาปฏิบัติการของผู้กระทำการที่หลากหลายที่ดำรงอยู่ในโลกที่แตกต่าง ทั้งมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ (ด้วงวิเศษ, 2564a) 

ในหนังสือ "We Have Never Been Modern" ของ Bruno Latour กล่าวถึงแนวคิดเรื่องความทันสมัย (modernity) ที่มักถูกเข้าใจว่าเป็นการแยกความแตกต่างระหว่างยุคใหม่กับยุคก่อนหน้า Latour ให้ความเห็นว่าการแบ่งแยกนี้เป็นเพียงภาพลวงตา และไม่เคยมีอยู่จริงในทางปฏิบัติแม้ว่าเราจะอ้างว่าเป็นสังคมสมัยใหม่ แต่ความเป็นจริงนั้นซับซ้อน และไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เป็น ธรรมชาติ กับสังคม หรือ วิทยาศาสตร์ กับ การเมือง ได้อย่างชัดเจน Latour เน้นว่า มนุษย์ไม่เคยแยกตัวเองออกจากธรรมชาติหรือเทคโนโลยีได้อย่างแท้จริง มนุษย์ สัตว์ สิ่งของ และเทคโนโลยีต่างๆ ล้วนเชื่อมโยงและมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน การพยายามแบ่งแยกสิ่งเหล่านี้ออกจากกัน เช่น การมองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ หรือการมองว่าวิทยาศาสตร์เป็นเพียงการสะสมความรู้ที่เป็นกลาง เป็นความเข้าใจที่ไม่สมบูรณ์และไม่สามารถสะท้อนความจริงของโลกได้อย่างถูกต้อง (Latour, 2012) 

 

อนุรักษ์ โคตรชมภู [Anurak Khotchomphu]

27/8/2025 

 
 

 

 
Copyright © 2004 www.esanfarmer.com : Anurak Khotchomphu : All Right Reserved