Home l Biography l Work l Exhibition l Shop l Knowledge l Contact
 
Back to topic
- Ontology turn
- Object-Oriented Ontology
- แนวคิดที่เกี่ยวข้อง
- วัตถุของภววิทยาวัตถุ
- Art and Object-Oriented Ontology
- Artist and ooo
- References


 

แนวคิดที่เกี่ยวข้อง กับ ภววิทยาวัตถุ

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ (Human and Nature)


มนุษย์เชื่อว่าตนเองมีอารยธรรมที่สามารถสร้างและสะสมวัฒนธรรมของตนเองเอาไว้ได้ โดยทีสัตว์ และธรรมชาติอื่นไม่มีคุณสมบัติในข้อนี้ สิ่งสร้างต่าง ๆ อันเกิดจากความรู้ของมนุษย์จึงอยู่ภายใต้วัฒนธรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น สิ่งอื่นทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตต่างถูกผลักให้เป็นผู้ที่ไม่มีวัฒนธรรมเป็นเพียงธรรมชาติที่ต้องศึกษาให้ได้มาซึ่งความรู้ที่จะอำนวยประโยชน์ให้วัฒนธรรมมนุษย์ ในแง่คิดนี้เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในยุคสังคมสมัยใหม่ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และสร้างแนวคิดคู่ตรงข้ามระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ


ฟิลลิป เดสโคลา (Philippe Descola) (Descola, 2006) กล่าวว่า มนุษย์ในวัฒนธรรมต่าง ๆ มีวิธีการทำเข้าใจและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับโลกธรรมชาติ เช่น โทเทมิกส์ (Totemism) เป็นวิธีการที่มนุษย์ใช้สัญลักษณ์หรือเครื่องหมายจากธรรมชาติเพื่อสร้างอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม อนิสม์ (Animism) โดยเชื่อว่าทั้งธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต่างมีวิญญาณหรือชีวิตใจ เนเชอรัลลิซึม (Naturalism) เป็นวิธีการและแนวคิดที่มองว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่แยกออกจากวัฒนธรรม และมนุษย์ และอนาลอกิซึม (Analogism) ความเชื่อที่ว่าธรรมชาติและวัฒนธรรมมีความสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์และมีการเชื่อมโยงกันในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลาย เดสโคลา เห็นว่าควรก้าวข้ามวิธีการแยกธรรมชาติและวัฒนธรรมออกจากกัน ควรทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ มองโลกและชีวิตมนุษย์ในเชิงบูรณาการที่ยอมรับและเข้าใจในความแตกต่างหลากหลาย


แท้ที่จริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย เช่น ในสังคมชนเผ่าที่มีความเชื่อตามแนวลัทธิ Totemism เป็นระบบความเชื่อของมนุษย์ ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่กับสัตว์ หรือพืช โทเทมทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของสังคมชนเผ่ากลุ่มนั้น ๆ รูปแบบของโทเทมวางอยู่บนพื้นฐานในความเข้าใจธรรมชาติ และปรากฏการณ์ที่กี่ยวข้องกับวิญญาณ สัตว์ สิ่งต่าง ๆ ตามธรรมชาติ และเชื่อว่ามีตัวตน และมีอำนาจเหนือมนุษย์ ในระดับสังคมชนเผ่า แต่ละชุมชนจะมีการตั้งชื่อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นชื่อและสัญลักษณ์ของชนเผ่าตนเอง มีการตั้งข้อกำหนดในการห้ามฆ่าสัตว์ หรือแม้กระทั่งแตะต้อง เพราะเชื่อว่าสัตว์และพืชนั้นสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นตัวแทนของบรรพบุรุษ หรือบิดามารดา ลัทธิโทเทม จึงมีลักษณะของการเคารพสัตว์ และพืชที่สัมพันธ์กับกลุ่มชนของตนเอง (แก้วโอภาส, 2528)


ดอนน่า ฮาราเวย์ (Donna Haraway) ได้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์ โดยยกตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสุนัข ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ในฐานะสัตว์เลี้ยง สุนัขไม่ได้ถูกเลี้ยงดูมาเพียงเพื่อประโยชน์ของมนุษย์เท่านั้น แต่ทั้งสองฝ่ายมีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์ที่ส่งผลกระทบต่อกัน มีการแลกเปลี่ยนที่ซับซ้อนของการเรียนรู้ การปรับตัว และการสื่อสารที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์และสุนัข ฮาราเวย์ ตั้งคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมในการใช้อำนาจของมนุษย์ที่ควบคุมสัตว์อื่น โดยการปรับปรุงทัศนคติที่มีต่อสัตว์ ควรเคารพให้เกียรติต่อชีวิตของทั้งมนุษย์และสัตว์ สำหรับ ฮาราเวย์ สุนัขและสัตว์อื่น ๆ มีอิทธิพลต่อ วัฒนธรรมและจิตสำนึกของมนุษย์ ต่างมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งและพึ่งพากันและกันในหลายมิติของชีวิต (Haraway, 2003)


ในโลกสมัยใหม่ (Modern) ที่ผ่านมาเราค้นพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ที่มีพื้นฐานในการแยกขาดจากกัน จะเห็นได้จากการที่มีสวนสัตว์ขนาดใหญ่เกิดขึ้นในเมือง สวนสัตว์ทำหน้าที่ควบคุม จำกัด และแยกสัตว์ออกจากธรรมชาติดั้งเดิม ถูกแทนที่ด้วยกรงขังขนาดใหญ่ และขณะเดียวกันก็แยกเมืองออกจากสัตว์ด้วยเช่นกัน การจำลองธรรมชาติเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะเข้าถึงโลกความเป็นจริงของสัตว์ได้ทั้งหมด สภาพแวดล้อมของสวยสัตว์ที่ได้จัดแบ่งความรู้ของสัตว์ผ่านการจำแนกประเภทและหน้าที่ตามความรู้วิทยาศาสตร์ผ่านสวนสัตว์ เสมือนมนุษย์อธิบายสัตว์ในฐานะที่เป็นวัตถุหนึ่งของความรู้และความบันเทิงเท่านั้น การแบ่งแยกดังกล่าวเป็นผลจากการมองโลกในแบบที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งทำให้เกิดการมองข้ามความสำคัญของสัตว์ในฐานะเป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์ (Kantha, 2017)

ยุคหลังสมัยใหม่ ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในการสลายความสัมพันธ์ของมนุษย์ (Human) ในฐานะผู้สร้างวัฒนธรรมและอารยธรรม ให้อยู่ตรงข้ามกับธรรมชาติ (Nature) ซึ่งล้วนแต่เป็นการทำลายระบบความสัมพันธ์ที่มีมาก่อนหน้า ที่ทั้งสองต่างมีความเชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกัน ทั้งมนุษย์และธรรมชาติจึงไม่อาจแยกขาดจากกันได้

 

เครือข่ายผู้กระทำการ (actor-network theory)


แนวคิดเครือข่ายผู้กระทำการ เป็นหนึ่งในแนวทางการศึกษาที่กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนทางภววิทยา (ontology turn) ซึ่งนักมนนุษยวิทยาตั้งคำถามถึงความจริงของการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งภายใต้การมองข้ามแนวคิดคู่ตรงข้าม เช่น วัฒนธรรม-ธรรมชาติ มนุษย์-สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนที่ไหลเวียน ยืดหยุ่น สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ในโลกของความสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ทุกอย่างต่างมีบทบาทที่สลับสับเปลี่ยนสถานะของผู้กระทำการที่ไม่ได้มีแค่มนุษย์เท่านั้น แต่ระบบทั้งหมดต่างมีความโยงใยกัน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นการประกอบสร้างจากโลกหลายโลก (worlds) โลกจึงเต็มไปด้วยผู้กระทำการที่หลากหลายและมีความสลับซับซ้อน บรูโน่ ลาตูร์ (Bruno Latour) (Latour, 2007) ได้เสนอทฤษฎีเครือข่ายปฏิบัติการ (Actor-Network-Theory หรือ ANT) ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ในการศึกษาปฏิสัมพันธ์และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และวัตถุในสังคม สังคมไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว แต่เป็นผลมาจากการกระทำและปฏิสัมพันธ์ของทั้งมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ทั้งวัตถุ มนุษย์ เทคโนโลยี และข้อมูลต่าง ๆ เชื่อมโยงกันในเครือข่ายที่ซับซ้อน สังคมจึงไม่ใช่โครงสร้างที่ตายตัว แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาผ่านการปฏิสัมพันธ์ในเครือข่าย "ผู้กระทำการ" (actors) หรือ "ผู้ถูกกระทำ" (actants) ซึ่งหมายถึงทั้งมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ต่างมีบทบาทในการสร้างสังคมทั้งสิ้น การที่วัตถุกลายมาเป็นผู้ปฏิบัติการ สะท้อนให้เห็นว่าวัตถุเองมีความสามารถในการส่งผลกระทบในการสร้างและเปลี่ยนแปลงในสังคมได้ การทำความเข้าใจถึงภววิทยาในความหลากหลายนี้ จึงควรเน้นปฏิสัมพันธ์ของเครือข่าย และการทำความเข้าใจบทบาทของตัวแสดงแต่ละฝ่ายในการสร้างเครือข่ายสังคม

 


นิเวศวัฒนธรรม (Cultural Ecology)


แนวความคิดนิเวศวัฒนธรรมเกิดขึ้นพร้อมกับย้ายฐานของผู้กระทำการที่เป็นมนุษย์ไปสู่สิ่งอื่นที่หลากหลาย แนวความคิดนี้ยังเป็นผลจากการเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาถึงผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติ อันเกิดจากมนุษย์ ซึ่งก่อนหน้านั้นอารยธรรมสมัยใหม่ของชาติตะวันตกภายใต้แนวคิดธรรมชาตินิยม และมนุษยนิยม ต่างเสริมแรงและพลังในการทำให้โลกเกิดวิกฤตในด้านต่าง ๆ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลายมาเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะช่วยยกระดับให้มนุษย์เหนือกว่าธรรมชาติ โลกและสังคมวัฒนธรรมอื่นที่ไม่ใช่โลกตะวันตกจึงถูกมองว่าล้าหลังและขาดความเจริญ ความเชื่อสังคมชนเผ่าดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็น ลัทธิโทเทม (Totemism) ลัทธิวิญญาณนิยม (Animism) ลัทธิบูชาวัตถุ (Fetishism) ถูกทำให้กลายเป็นความเชื่อที่ไร้เหตุผลของคนป่า ในแง่นี้จึงเกิดความคิดคู่ตรงข้ามระหว่าง ตะวันตก-ตะวันออก เมือง-ชนบท เจริญ-ล้าหลัง
โดยพื้นฐานทางความเชื่อของสังคมชนเผ่านั้นมาจากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติรอบข้างอย่างมาสามารถแยกออกจากกันได้ สัตว์ พืช วัตถุ สิ่งของ รวมถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ล้วนแล้วแต่มีจิตวิญญาณอาศัยอยู่ไม่ต่างไปจากมนุษย์ การกระทำอันเกิดจากการทำลายธรรมชาติที่ตนเองนับถือ เป็นสิ่งที่สังคมชนเผ่ายอมไม่ได้ แนวคิดเรื่องธรรมชาติมีชีวิตนี้ทำให้สังคมชนบทที่ยังคงวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับธรรมชาตินั้นเป็นสังคมที่ยังคงรักษาหวงแหนธรรมชาติเอาไว้ได้เป็นอย่างดีภายใต้เครือข่ายผู้กระทำการที่หลากหลาย ขณะที่สังคมเมืองที่ขาดวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ล้วนแล้วแต่ต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เมืองใหญ่ ๆ ทั้งทั้งโลกต่างรวมกันเผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติจนเกิดสภาวะโลกแปรปรวน ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่การฟื้นฟูวัฒนธรรมชุมชนที่มีประเพณีที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์รักษาธรรมชาติ



ดอนปู่ตา ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับชาวบ้านอีสาน
ที่มา: กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

 

วัตถุภาวะ (Materiality)


วัตถุภาวะ (Materiality) เป็นแนวคิดที่ทำความเข้าใจวัตถุที่สัมพันธ์อยู่กับมิติทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งวัตถุนั้นไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างมองเห็นและสามารถจับต้องได้ การทำความเข้าใจวัตถุจึงอาศัยภววิทยาในการตั้งคำถามถึงวัตถุนั้น ๆ ว่าสามารถรับรู้ มีความสัมพันธ์ และเป็นสื่อสร้างความหมายต่าง ๆ ได้อย่างไร การศึกษาวัตถุภาวะได้ก้าวข้ามและแตกต่างจากการศึกษาวัตถุเชิงวัฒนธรรม (Material culture) เนื่องจากการศึกษาวัตถุทางวัฒนธรรมเป็นการศึกษาวัตถุในฐานะที่เป็นสิ่งของฐานะตัวแทนกิจกรรมของมนุษย์ หยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว แต่การศึกษาทางด้านวัตถุภาวะ เป็นการศึกษาปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นทั้งการกระทำของมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ ที่มองเห็นและไม่สามารถมองเห็นได้ มีเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง ไม่สามารถคาดเดาสถานการณ์ได้ ตัวอย่าง เช่น เราไม่สามารถระบุได้ว่าขยะที่ถูกน้ำพัดมาทับถมสร้างความสกปรกให้ชายหาด จนทำให้ภูมิทัศน์ของชายหาดเปลี่ยนไป นั้นเกิดจากการกระทำของสิ่งใด ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ทั้ง คลื่น ลม แดด มนุษย์ รวมถึงสัตว์ที่มาคุ้ยเขี่ย และเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไปขยะที่ชายหาดจะเปลี่ยนแปลงและกลายไปเป็นอะไรได้บ้าง (ด้วงวิเศษ, 2564c) ถ้าอธิบายตามแนวคิดเครือข่ายผู้กระทำการของลาตูร์ สามารถอธิบายได้ว่า การดำรงอยู่ของวัตถุนั้นเกิดจากปฏิสัมพันธ์ของวัตถุต่าง ๆ ที่สลับซับซ้อน ทุกสิ่งต่างล้วนมีสถานะเป็นผู้กระทำการร่วมที่หลากหลาย และการดำรงอยู่นั้นไม่ได้เสถียรถาวร พร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ทุกเวลา ไร้ขอบเขต รูปแบบ และพรมแดน การศึกษาวัตถุจึงควรมองที่กระบวนการเปลี่ยนผ่านของวัตถุเป็นสำคัญฉนั้นแล้วเมื่อเรานึกถึงวัตถุ เราไม่ควรคิดถึงเฉพาะวัตถุที่สามารถมองเห็นเท่านั้น และไม่ควรมองวัตถุตามแนวคิดทางวัตถุนิยม และวัฒนธรรมทางวัตถุ ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่ภายใต้กระบวนทัศน์ที่ยึดเอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง วัตถุจึงอยู่ในสถานะที่เป็นเพียงสิ่งสร้างประสบการณ์ให้กับมนุษย์ แต่การศึกษาวัตถุภาวะในปัจจุบันได้มองวัตถุเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรม


กระบวนการกลายเป็นวัตถุภาวะ (Materialization) หมายถึง อุดมการณ์ ระบบความคิดและความเชื่อ ที่ใช้ในการจัดระเบียบและให้ความหมายในสังคม ที่ไม่ได้เป็นเพียงความคิดเชิงนามธรรม แต่ถูกทำให้เป็นรูปธรรมผ่านวัตถุที่สามารถมองเห็นจับต้องได้ เช่น วัตถุทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม การสร้างอนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างทางศาสนา หรือสิ่งของที่มีค่ารวมถึงพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้ผู้คนในสังคมสามารถรับรู้และเข้าใจอุดมการณ์นั้น ๆ ได้ การทำให้อุดมการณ์เป็นรูปธรรมจึงเป็นวิธีการสำคัญที่ผู้นำหรือกลุ่มอำนาจใช้ในการสร้างความชอบธรรมและรักษาอำนาจในสังคม (DeMarrais, Castillo, & Earle, 1996) นอกจากนั้นพฤติกรรมในชีวิตปัจจุบันของมนุษย์ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง นอน ยืน เดิน รับประทานอาหาร เป็นลักษณะของการจัดการผ่านร่างกายที่มีตัวตนที่ทำให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสังคม ถ้าปฏิบัติการนี้ขยายและกระทำในระดับสังคมที่กว้างขึ้น จะเกิดเป็นการสร้างอัตลักษณ์ให้ชุมชนของตนเอง


thumbnail

พิธีกรรมลำผีฟ้า ที่มา: https://culturio.sac.or.th/content/1408

ส่วนความไม่เป็นวัตถุภาวะ (Immateriality) หมายถึง สิ่งที่ไม่มีรูปแบบทางกายภาพหรือไม่สามารถจับต้องได้ โดยส่วนมากแล้วความไม่เป็นวัตถุจะเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางศาสนาความเชื่อและความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีผลทำให้สังคมที่ยอมรับนับถือยอมรับและปฏิบัติตามโดยที่ไม่ต้องอยู่ในรูปที่ไม่สามารถมองเห็นจับต้องได้ เช่น ความเชื่อเรื่องพระเจ้า วิญญาณ พลังเหนือธรรมชาติ สัตว์ พืช สิ่งของ ที่เชื่อว่ามีพลังอำนาจวิเศษ เป็นต้น ผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกิดจากสิ่งที่ไม่เป็นวัตถุ สามารถกำหนดบรรทัดฐาน ค่านิยม และความเชื่อในสังคมได้ แม้ว่าจะไม่สามารถจับต้องได้ แต่ความคิด อุดมการณ์ และข้อมูลมีบทบาทสำคัญในการสร้างและเปลี่ยนแปลงทางสังคม ดังนั้น แม้สิ่งเหล่านี้จะไม่เป็นวัตถุแต่ยังคงมี ความเป็นวัตถุ ในแง่ที่สามารถส่งผลกระทบต่อโลกและชีวิตของเราได้ (Revel, 2013)

 

อนุรักษ์ โคตรชมภู [Anurak Khotchomphu]

27/8/2025 

 
 

 

 
Copyright © 2004 www.esanfarmer.com : Anurak Khotchomphu : All Right Reserved